กล้อง Canon mirrorless รุ่นที่ 3 ที่ความสามารถ กินรุ่นพี่ทั้ง 2 ไปอย่างขาดลอย !
(พร้อมตัวอย่างภาพ ของจริง ที่ถ่ายจากกล้อง)

คุณสมบัติเด่น

– ความละเอียด 24.20 ล้านพิกเซล (ครั้งแรกบนกล้องรุ่นเล็กของ Canon)
– ระบบโฟกัส 49 จุด Hybrid CMOS AF III รุ่นใหม่ โฟกัสได้ไวกว่า EOS-M รุ่นแรกถึง 6.1 เท่า
– ปุ่มชดเชยแสง + / – แบบแป้นวงกลม อยู่ทางด้านบนของตัวกล้อง
– ปุ่ม Quick control dial ด้านหลังกล้อง ช่วยให้การปรับค่าต่างๆ เป็นไปได้รวดเร็วขึ้น
– โพรเซสเซอร์ DIGIC 6 ประมวลผลรวดเร็ว
– ปรับ ISO ได้ตั้งแต่ 100 – 12800 และปรับเร่งเพิ่มเป็น 25600 ได้
– ความเร็วชัตเตอร์ 30 – 1/4000 วินาที
– ถ่ายภาพต่อเนื่อง 4.2 fps หรือ 4.2 ภาพต่อวินาที
– จอภาพแบบยกปรับมาถ่ายภาพตัวเองได้
– จอขนาด 3 นิ้ว ระบบสัมผัสแบบ Capacitive ใช้งานแบบ Multi-touch ได้เหมือนจอมือถือ
– ถ่ายภาพเคลื่อนไหวระดับ Full HD พรัอมช่องเสียบไมค์โครโฟน stereo
– ระบบ WiFi และ NFC เพื่อการเชื่อมต่อไปยังมือถือได้ง่ายขึ้น

นับเป็นกล้องสายพันธุ์ Mirrorless ของค่าย Canon ที่ออกมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว นับตั้งแต่ Canon EOS-M ตัวแรก ที่ออกมาเมื่อปี 2012 ถัดมาก็เป็นรุ่นปรับปรุง รุ่น Canon EOS-M2 ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะยังมี รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับ Canon EOS-M ตัวแรก ที่ดูเหมือนจะทำออกมา รองรับผู้ใช้งานระดับมือใหม่ ที่เน้นความเป็นอัตโนมัติเสียมาก ในมุมมองของผมแล้ว กล้อง Canon EOS-M และ ECanon EOS-M2 เป็นกล้อง ลูกพี่ลูกน้องกันเสียมากกว่า

แต่เมื่อครั้งแรกที่เห็นภาพ กล้อง Canon EOS-M3แม้ยังไม่ได้สัมผัสกล้องตัวเป็นๆก็ตาม ผมก็พอจะบอกได้แล้วว่า กล้อง Canon EOS-M3 นั้นต่างออกไปจากกล้องรุ่นพี่ทั้งสอง อย่างสิ้นเชิง สาเหตุสำคัญที่ผมมั่นใจเช่นนั้น ก็เพราะการปรากฏตัวของ ปุ่มควบคุมต่างๆ การขยายกริ๊ปจับ ที่ใหญ่โตขึ้นกว่ารุ่นพี่ทั้งสองมาก นั่นสะท้อนอะไรบางอย่าง จากการออกแบบ แม้ดูจากภาพนอกก็ทราบได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่กล้องสำหรับ มือใหม่ที่เน้น Auto เป็นหลักอีกต่อไป เหมือนกับที่รุ่นพี่ทั้งสองรุ่นทำออกมา

ครั้นพอได้มาสัมผัสกล้องตัวเป็นๆ ก็ยืนยันสิ่งที่ผมคิดไว้ว่าถูกต้องทีเดียว เพราะกล้อง Canon EOS-M3 ทำออกมาเพื่อ นักถ่ายภาพที่จริงจังมากยิ่งขึ้น การที่มีกริ๊ปจับที่แน่นกระชับพอดีมือ เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับนักถ่ายภาพที่ต้องปรับตั้งค่าต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เรียกหาเสมอ กับกล้องทุกๆรุ่น หรือ ในหลายๆกรณีที่ เราต้องจับกล้องด้วยมือเพียงข้างเดียว การมีกริ๊ปที่ใหญ่ จะทำให้การจับถือกล้อง โดยเฉพาะด้วยมือเดียวนั้น ทำได้ดีกว่ามากๆ กล้องไม่ลื่นหลุดไปได้ง่ายๆ หรือ ในการปรับหมุนค่าด้วยมือเพียงข้างเดียว ยิ่งต้องการกริ๊ปที่เหมาะมือ มากที่สุด ถ้าดูจากภาพ จะเห็นได้ถึงความแตกต่างข้อนี้ ได้ชัดเจนมากที่สุด ระหว่างกล้อง Canon EOS-M3 กับกล้องรุ่นพี่ทั้งสอง

ประการถัดมา การที่มีปุ่มโหมดสำหรับการถ่ายภาพให้เลือก อยู่ด้านบนของกล้อง ลักษณะเดียวกันกับกล้อง DSLR ก็สะท้อนอีกเช่นกันว่า นี่ทำมาให้ปรับค่าอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งจะผิดกับกล้อง รุ่นพี่อย่าง Canon-EOS-M รุ่นแรก และ Canon-EOS-M2 ซึ่งทั้งสองรุ่น ปรุ่มปรับโหมด มีเพียงแค่โหมดพื้นฐาน 2-3 โหมดให้เลือกได้เท่านั้น แต่พอมาถึง Canon-EOS-M3 ปุ่มโหมดนี้ เป็นแบบเต็มรูปแบบเหมือนกับบนกล้อง DSLR ซึ่งแน่นอนว่า เน้นให้คุณใช้งานกล้องอย่างจุใจมากขึ้น ปรับค่าต่างๆ ได้ใกล้เคียงกับกล้อง DSLR ได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Hybrid CMOS AF III ช่วยให้การ Live View และวิดีโอ ดีขึ้นมาก
กล้อง Canon EOS-M3 เป็นกล้องรุ่นแรกของค่าย Canon ที่ใช้ระบบโฟกัสภาพ แบบใหม่ล่าสุด คือ Hybrid CMOS AF III ซึ่งเป็นตัวเดียวกับ ที่ภายหลังได้ใส่ไว้ในกล้อง DSLR ที่ออกตามมาติดๆ คือ Canon EOS 750D และ Canon EOS 760D จึงอาจกล่าวได้ว่า ประสิทธิภาพในการโฟกัสภาพ ของกล้อง Canon-EOS-M3 นั้นก็เทียบเคียงได้กับ กล้อง Canon EOS 750D และ Canon EOS 760D (ในขณะที่ถ่ายในโหมด Live View) จึงสามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัว เช่นเดียวกัน ซึ่งทาง Canon ระบุว่า ระบบโฟกัสภาพใหม่นี้ จะช่วยให้ Canon EOS-M3 สามารถโฟกัสได้เร็วกว่า Canon EOS-M รุ่นแรกอยู่ถึงกว่า 6 เท่าเลยทีเดียว โดยระบบ Hybrid CMOS AF III นี้ ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ มีจุดโฟกัสมากถึง 49 จุด ซึ่งถือว่ามากทีเดียว สำหรับกล้องขนาดเล็กแบบนี้ เพื่อช่วยให้กล้องจับออโต้โฟกัสระหว่างถ่ายภาพนิ่งในโหมด Live View ได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การติดตามวัตถุ ในโหมดบันทึกวิดีโอ ช่วยให้การถ่ายภาพวิดีโอ หรือภาพนิ่ง วัตถุที่เคลื่อนที่ เป็นไปได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ Canon EOS-M3 ยังมีระบบโฟกัสให้เลือกหลากหลายขึ้น ในระบบ Live View และวิดีโอ

Face+Tracking คือ ตรวจจับใบหน้าคน และโฟกัสที่ใบหน้าเป็นหลัก และเมื่อจับใบหน้านั้นได้ จะติดตามโฟกัส ใบหน้าดังกล่าวไปเรื่อยๆ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพคน หรือภาพวิดีโอที่มีคนอยู่ในภาพ กล้องจะโฟกัสที่ใบหน้าคนเป็นหลัก และตามโฟกัสให้ชัดอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าคนนั้นจะเดินไปมา ในระหว่างถ่ายก็ตาม

FlexiZone-Multi ใช้จุดโฟกัสหลายๆจุด ในการโฟกัสภาพ ตามที่กล้องวิเคราะห์ว่าควรจะโฟกัสที่วัตถุใดบ้าง FlexiZone-Single ใช้จุดโฟกัสเพียงจุดเดียว เพื่อโฟกัสภาพ สำหรับการเฉพาะเจาะจง ว่าให้โฟกัสไปที่สิ่งใด 

ความละเอียดที่เพิ่มมากขึ้น
กล้อง Canon EOS-M3 เป็นกล้องรุ่นเล็ก รุ่นแรกที่ทาง Canon เริ่มขยับจำนวนพิกเซลขึ้นมา จาก 18MP ซึ่งในกล้องรุ่นเล็กๆ ของ Canon ช่วง 2 ปีหลังมานี้ จะใช้พิกเซลที่ 18MP เป็นหลักมาโดยตลอด เพิ่งจะมีกล้อง Canon EOS-M3 นี้เท่านั้นที่เริ่มใช้งาน เซ็นเซอร์ตัวใหม่ (สำหรับกล้องขนาดเล็ก) ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 24 MP นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่จะช่วยให้แม้ว่าจะเป็นกล้องตัวเล็กๆ แต่ก็ได้ภาพที่มีรายละเอียดได้ดีขึ้นกว่าเดิม (ในภายหลังก็มีกล้อง Canon EOS 750D และ Canon EOS 760D ที่ใช้เซ็นเซอร์ขนาด 24MP นี้ด้วยเช่นกัน) นอกจากนี้ ยังใช้หน่วยประมวลผลตัวใหม่ DIGIC 6 แทนที่จะเป็น DIGIC 5 แบบรุ่นพี่ทั้งสอง หน่วยประผลตัวใหม่ หมายถึง การทำงานของกล้องโดยรวมดีขึ้น และภาพที่ได้จากกล้องก็ดีขึ้นกว่าเดิมมากไปด้วยนั่นเอง
มีแฟลชในตัวให้ด้วย
วิวัฒนาการที่ดีที่สุด สำหรับการพัฒนาจากรุ่น Canon EOS-M และ Canon EOS-M2 ที่จับต้องได้มากสุด เห็นจะเป็นที่ การใส่แฟลช pop-up มาให้ด้วยในกล้อง Canon EOS-M3 ตัวนี้ เพราะก่อนหน้านี้ในรุ่นพี่ทั้งสองรุ่น เราจะต้องใช้แฟลชภายนอกมาติดที่ hot shoe จึงจะใช้งานแฟลชได้ ซึ่งไม่ค่อยสะดวก และดูเหมือนจะผิดวัตถุประสงค์ เรื่องความคล่องตัว ความกะทัดรัด ของกล้องรูปแบบนี้ ที่จะต้องมาคอยพกแฟลชไปด้วย แม้ว่าตัวแฟลชมันจะเล็กก็ตาม แต่ยิ่งเล็กยิ่งดูหยุมหยิม กับการพกพา การติด การแกะมาก โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยชอบเลย กับแฟลชตัวเล็กๆพวกนี้ มันดูเกะกะมากกว่าจะน่ารักน่าใช้งาน และเท่าที่สอบถาม ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ติด ได้ใช้กันสักเท่าไหร่หรอก สู้ทำใส่ไว้มาให้ในตัวกล้องเลยดีกว่า ไม่ต้องพกให้รกรุงรัง อยากใช้ก็แค่เปิดขึ้นมา แบบนี้ดีแล้วจ้า เพราะแฟลชแม้ตัวจะเล็ก แต่ก็สำคัญทีเดียว ถ้าเราต้องถ่ายในสถานที่แสงน้อยๆ เวลาเดินทางท่องเที่ยว มีแฟลชไว้ อย่างน้อยยังอุ่นใจว่าจะได้ภาพออกมา OK ในที่มืดๆ ขนาดมือถือยังมีแฟลชเลย แล้วกล้องจะขาดไปได้ยังไง
ปุ่มชดเชยแสง สไตล์เดียวกับกล้อง Pro-compact
ใครเป็นแฟนคลับของ Canon จะรู้ดีกว่า สำหรับกล้องในกลุ่ม Pro-compact หรือ High-end compact นั้น กล้อง Canon เป็นคนแรกๆ ที่ทำปุ่มชดเชยแสง แบบแป้นหมุน + / – ได้ที่ด้านบนของกล้อง มาโดยตลอด ในกล้อง pro-compact ตระกูล G ทั้งหลาย เช่น Canon PowerShot G7X หรือ Canon PowerShot G1X II ที่ผมได้รีวิวไปแล้วเช่นกัน ก็จะมีปุ่มชดเชยแสง + /- เป็นแป้นวงกลม อยู่ด้านบนตัวกล้อง ในลักษณะนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบแป้นนี้มากๆ การทำปุ่มชดเชยแสง ไว้ต่างหากนี้ เสมือนเป็นตัวแทน ความตั้งใจของกล้องตัวนั้นๆ ว่าทำออกมาเพื่อให้ คนที่จริงจังในการถ่ายภาพเป็นหลัก ก็ถ้าไม่จริงจัง จะต้องชดเชยแสงกันทำไม จริงหรือเปล่า ถ้าเป็นมือใหม่ทั่วๆไป ก็อาจจะมองว่า ปุ่มนี้คืออะไร หรือบางทีถ่ายภาพ ไม่เคยชดเชยแสงเลยก็เป็นได้ ปุ่มนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมบอกว่า กล้อง Canon EOS-M3 ทำมาสำหรับคนที่จริงจังในการถ่ายภาพเป็นหลัก ตั้งแต่แรกเห็นภาพ (คือเห็นปุ่มนี้นี่แหละ) ที่ทำให้คิดไปแบบนั้น