คุณสมบัติเด่น
ความละเอียดสูง 24.2 ล้านพิกเซล สูงที่สุดในกล้องระดับเริ่มต้น
จอภาพความละเอียดสูงที่ 921k pixel ให้ภาพคมชัดกว่า D3100 มาก
ถ่ายภาพต่อเนื่อง 4 fps หรือ 4 ภาพต่อวินาที
CPU ตัวใหม่ Expeed 3 ประมวลผลรวดเร็ว
ระบบควบคุมวิดีโอ Full HD แบบปรับเองได้ พร้อมปุ่มอัดวิดีโอที่ใช้ง่ายขึ้น
ช่องเสียบไมค์โครโฟนภายนอก แบบ stereo
รองรับระบบเชื่อมต่อ Wi-Fi ไร้สาย (ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริม)
ตัวรับสัญญานรีโมทตัวที่สองทางด้านหลัง สั่งการจากด้านหลังกล้องได้
โหมด Guide Mode สำหรับช่วยเหลือมือใหม่ ให้ถ่ายรูปเก่งขึ้นง่ายๆ

กล้อง DSLR ระดับเริ่มต้นที่คุ้มค่าเงินมากที่สุด

จริงอยู่ที่ว่า กล้อง Nikon D3200 เป็นกล้องที่ถูกออกแบบมา สำหรับมือใหม่ไว้ใช้งาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ กล้องแบบ Entry Level (กล้องระดับผู้เริ่มต้นใช้งาน) ซึ่งโดยปกติกล้องในระดับนี้ จะไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก เน้นการใช้งานที่ง่าย แต่ถ้าท่านอ่าน spec ทางด้านบน จะเห็นหลายๆสิ่งที่บอกว่า กล้องตัวนี้ “ไม่ธรรมดา” อยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะสิ่งที่ผมคิดว่ากล้องนี้ เป็นกล้องที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคามากๆ ก็คือ จำนวนพิกเซลที่ให้มาอย่าง “เหลือเฟือ” ที่ 24 ล้านพิกเซล บางท่านอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า 24 ล้านพิกเซล นี้มันมากขนาดไหน ผมจะลองเปรียบเทียบดังนี้ครับ หากท่านเคยใช้งานกล้อง Entry Level รุ่นก่อนหน้านี้สัก 2-3 ปี ซึ่งกล้อง Entry Level ในช่วงนั้นจะเป็นกล้องรุ่น Nikon D3000 ซึ่งจะมีจำนวนพิกเซลมาให้เพียง 10 ล้านพิกเซลเท่านั้น ในขณะที่ Nikon D3200 ให้มาเต็มที่ถึง 24 ล้านพิกเซล จะเห็นได้ถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ถึง 200 กว่าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ข้อดีของการที่มีจำนวนพิกเซลมากๆนั้น สิ่งที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เห็นจะเป็นในด้านของการได้รายละเอียด ของวัตถุสิ่งของต่างๆในภาพ ที่จะสามารถเก็บรวบรวมเข้ามาได้มากมาย ทำให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. เราสามารถอัดขยายภาพ ออกมาได้ขนาดใหญ่ๆ โดยที่ยังคงได้ภาพที่มีคุณภาพอยู่มากๆ ถ้างานของเรา ต้องนำภาพไปขยายใหญ่ สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึงก็คือ “จำนวนพิกเซล” หรือจริงๆหมายถึง “รายละเอียด” ที่ต้องมีอย่างเพียงพอต่อการนำภาพไปขยายนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นตามมาตรฐานแล้ว ปกติเราจะต้องการ พิกเซลจำนวน 300 พิกเซล ต่อระยะทาง 1 นิ้ว (ความละเอียด 300 พิกเซล ต่อนิ้ว หรือ 300 ppi : pixel per inch) เพื่อให้ได้รายละเอียดที่ดีระดับคุณภาพงานสิ่งพิมพ์ ซึ่งขนาดภาพที่ได้จากกล้อง D3200 นั้นจะอยู่ที่ขนาด 6016 x 4000 pixel นั่นหมายความว่า คุณสามารถนำภาพนี้ ไปขยายได้ถึง 20 x 13 นิ้ว ที่คุณภาพงานสิ่งพิมพ์มาตรฐาน (300 ppi) หรือประมาณกระดาษ A3 นั่นเอง โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรกับไฟล์ภาพนั้นๆเลย อย่างตัวอย่างภาพในหน้านี้ หากคุณโหลดไป แล้วสามารถนำไป print ที่ 20 x 13 นิ้วได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรกับภาพเพิ่มเติมทั้งสิ้น ก็จะได้ภาพที่มีคุณภาพระดับสิ่งพิมพ์ แต่ถ้าเป็นกล้อง Nikon D3000 รุ่นก่อนหน้านั้น ได้ขนาดภาพเพียง 3872 x 2592 pixel ซึ่งจะนำไปขยายได้แค่ 13 x 8.6 นิ้ว เท่านั้น ที่คุณภาพระดับงานสิ่งพิมพ์ (300 ppi) ซึ่งก็คือขนาดประมาณกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

2. เราสามารถ crop ภาพ หรือตัดส่วนภาพ ให้แคบลงไปได้ โดยภาพที่เหลือ ยังคงเป็นภาพที่มีคุณภาพสูงพอที่จะนำไปใช้งานได้อยู่ เนื่องจากจำนวนพิกเซลที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือนั่นเอง ตัวอย่างเช่น หากท่านถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ไกลออกไปมากๆ แต่ไม่มีเลนส์ยาวมากนัก เพื่อที่จะถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลๆนั้นได้อย่างเต็มที่ เราก็อาจจะถ่ายภาพไปเท่าที่เลนส์ของเราสามารถซูมได้ไปก่อน แล้วนำภาพที่ได้นี้ไป crop หรือตัดส่วนภาพออก ให้ได้ภาพของวัตถุนั้นๆ ตามที่ต้องการ โดยภาพสุดท้ายที่ได้ ก็ยังคงมีจำนวนพิกเซลที่เหลืออยู่ อย่างพอที่จะนำไปใช้งานได้ เช่น ภาพที่เราถ่ายอยู่ที่ 6016 x 4000 pixel (24 ล้านพิกเซล) แล้วเรา crop ออกเหลือเพียง 3872 x 2592 pixel (เหลือแค่ประมาณ 10 ล้านพิกเซล) ภาพภายหลังจาก crop แล้ว ก็คือภาพที่เราเคยได้จากกล้อง Nikon D3000 (โดยไม่ crop) เมื่อก่อนนั่นเอง ซึ่งภาพขนาด 10 ล้านพิกเซลนี้ ก็ยังสามารถนำไปขยายใช้งานได้ที่ขนาด A4 โดยประมาณ ตามที่คำนวณไว้ด้านบน

ส่วนที่ผมบอกว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ก็เพราะว่ากล้องที่มีจำนวนพิกเซลมากๆขนาดนี้ หากมองดูตามท้องตลาดแล้วจะเห็นได้ว่า ไม่มีกล้อง DSLR รุ่นไหนที่มีจำนวนพิกเซลเกิน 20 ล้านพิกเซล แล้วมีราคาประหยัดเท่ากับเจ้า Nikon D3200 นี้เลย (ณ ธันวาคม 2555) หากแต่ต้องเป็นกล้องระดับราคาที่สูงกว่า Nikon D3200 ถึงประมาณ 2-3 เท่าขึ้นไปทั้งนั้น ผมจึงคิดว่าเฉพาะประเด็นเรื่องจำนวนพิกเซลที่เหลือเฟือ ในระดับราคาที่ย่อมเยาเช่นนี้ ย่อมต้องให้คะแนนในด้านความคุ้มค่าคุ้มราคา กับกล้อง Nikon D3200 นี้อย่างมากเลยทีเดียว

สำหรับด้านคุณภาพของภาพ ซึ่งมีหลายคนตั้งข้อสังเกตเสมอ สำหรับกล้องอะไรก็ตาม ที่มีจำนวนพิกเซลมากๆ ว่าจะสามารถควบคุม noise ของภาพได้ดีเพียงใด เพราะโดยธรรมชาติของเซ็นเซอร์ ไม่ว่าเซ็นเซอร์อะไรก็ตาม สิ่งที่มักจะเป็นของคู่กันกับการเพิ่มจำนวนพิกเซล ให้กับขนาดทางกายภาพของตัวเซ็นเซอร์ที่เท่าเดิม ก็เปรียบเสมือนกับการเพิ่ม “จำนวนกระเบื้อง” เข้าในในห้องที่มี “ขนาดห้องเท่าเดิม”

เช่น
ถ้าคุณมีห้องขนาด 6 x 4 เมตร (ห้อง 24 ตารางเมตร) ถ้าคุณใช้กระเบื้องปูพื้นขนาด 10 ตารางเซ็นติเมตร คุณต้องใช้จำนวนกระเบื้องทั้งหมด 240 แผ่น จึงจะปูกระเบื้องได้เต็มห้องพอดี “จำนวนกระเบื้องบนพื้น” ก็เปรียบเสมือน จำนวนพิกเซลที่มีบนเซ็นเซอร์รับภาพของคุณ ส่วน “ขนาดของห้อง” ก็เปรียบเสมือน ขนาดทางกายภาพของตัวเซ็นเซอร์ของคุณ เช่นกล้อง DSLR ส่วนใหญ่จะ ใช้เซ็นเซอร์ขนาด APS-C เป็นต้น

แต่
ถ้าคุณมีห้องขนาด 6 x 4 เมตร (ห้อง 24 ตารางเมตร) เท่าเดิม แล้วคุณต้องการเพิ่มจำนวนกระเบื้องเข้าไปให้มากขึ้นในห้องนี้ ซึ่งเหมือนกับการเพิ่มจำนวนพิกเซลเข้าไป ในตัวเซ็นเซอร์ของกล้องคุณ โดยไม่เพิ่มขนาดทางกายภาพของเซ็นเซอร์นั้นๆ คือ ยังคงขนาด APS-C เท่าเดิม สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้ก็คือ ต้อง “ลดขนาดกระเบื้องลง” หรือพูดง่าย คือต้อง “ลดพื้นที่ของแต่ละพิกเซลลง” นั่นเอง จึงจะเพิ่มจำนวนกระเบื้อง หรือจำนวนพิกเซลให้กับตัวเซ็นเซอร์ได้ ซึ่งผลของการลดขนาดกระเบื้อง หรือการลดขนาดพื้นที่ในแต่ละพิกเซลลง ก็คือ จะทำให้เกิด Noise ในภาพขึ้นได้ง่ายขึ้น นี่เป็นสิ่งที่หลายๆคนกังวลใจเสมอ ทุกครั้งที่เห็นกล้องที่มีจำนวนพิกเซลมากๆ (แต่ขนาดเซ็นเซอร์เท่าเดิม)

อย่างไรก็ตามกรณีของกล้องสมัยใหม่รุ่นหลังๆ กล้องพิกเซลเยอะอย่าง Nikon D3200 นี้ โชคดีอยู่มากที่เทคโนโลยี การจัดการและควบคุม noise ทำได้ดีอย่างก้าวกระโดด จนอาจเรียกได้ว่า “เอาอยู่” ไม่ต้องกังวลเรื่อง noise ให้มากนัก จากรูปตัวอย่างถ้าท่านโหลดไปดู ก็จะเห็นได้เองว่า noise ที่ได้ก็ปกติ ยิ่งถ้าเป็น ISO 100 หรือ 200 ด้วยแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย ผมลองทดสอบถ่ายภาพในที่แสงน้อยๆ หลายๆภาพ เพื่อเป็นตัวอย่างให้ดูว่า noise ของกล้อง D3200 ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลอะไรเลย ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ CPU สมัยใหม่ อย่าง Expeed 3 รุ่นล่าสุด ซึ่งพัฒนาการทางด้านการจัดการ Noise ที่ยอดเยี่ยม และทำงานรวดเร็วขึ้นมาก อยากให้ลองโหลดภาพที่ถ่ายดาวไปดูนะครับ จะเห็นได้เลยว่า แม้สภาพที่แทบจะไร้แสง แบบการถ่ายภาพดาวนั้น ยังมี noise ที่ต่ำมากๆ และอย่าลืมนะครับว่า นี่คือกล้อง Entry Level สำหรับมือใหม่ ไม่ใช่กล้อง High-end สำหรับมือโปรแต่อย่างใด แต่ก็สามารถใช้ถ่ายดาวได้อย่างสบายๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าจัดการ noise ได้ไม่ดี รับรองมีดวงดาวที่ไม่ได้รับเชิญ และไม่พึงประสงค์ หน้าตาแปลกๆ ซึ่งก็คือ noise หรือ hot pixel หลงปรากฏขึ้นมาในภาพเพียบแน่นอน แต่ลองดูในภาพตัวอย่างที่ถ่ายดาวดูว่า มี noise ปรากฏให้เห็นได้น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เปิดชัตเตอร์นานๆขนาดนั้น และใช้ ISO สูงๆขนาดนั้น

ถ่ายภาพต่อเนื่องได้ดีขึ้น 4 fps

แม้จะดูเหมือนพัฒนาขึ้นไม่มากจากกล้องรุ่นก่อนหน้าอย่าง Nikon D3100 ที่ 3fps (3 ภาพต่อวินาที) มาเป็น Nikon D3200 ที่ 4fps (4 ภาพต่อวินาที) แต่อย่าลืมว่าจริงๆมันเพิ่มขึ้นมาถึง 25% เลยทีเดียว และส่งผลต่อการใช้งานจริงค่อนข้างมาก ในความเห็นของผม กล้องที่จะถ่ายภาพต่อเนื่องในกิจกรรม action จริงๆแล้ว ควรจะต้องมีความเร็วตั้งแต่ 5fps (5 ภาพต่อวินาที) ขึ้นไป จึงจะสามารถจับอากัปกิริยา ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วๆได้ทัน ซึ่งก็ถือว่ากล้อง DSLR Entry Level ตัวนี้ทำได้ดีใกล้เคียงมากแล้ว และถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ที่เป็นกล้อง DSLR Entry Level เหมือนๆกัน ก็จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะทำได้ที่ 3fps เท่านั้นเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงคิดว่าในข้อนี้ทาง Nikon ทำได้ดี และใช้งานได้จริง ด้วยราคากล้องที่ประหยัด เสียดายอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือไม่มีระบบถ่ายคร่อม BKT หรือ Auto Bracketing ให้ใช้งาน ก็อาจจะด้วยความเป็นกล้องสำหรับมือใหม่ จึงไม่ได้ใส่ระบบนี้มาให้ ซึ่งถ้าหากใส่มาให้ จะทำให้ได้ประโยชน์จาก 4fps เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่านี้ไปอีก

มีระบบรองรับการใช้งาน Wi-Fi

เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่กล้องระดับ Entry-Level มีความสามารถเชื่อมต่อกับ เครือข่ายไร้สาย Wi-Fi ได้ แม้จะต้องใช้อุปกรณ์เสริม WU-1a ก็ตาม แต่ก็ราคาไม่สูงมาก หาซื้อมาใช้ได้ถ้าต้องการ โดยกระเป๋าไม่ฉีกแน่นอน เราจึงสามารถต่อเชื่อมกับ อุปกรณ์ Wi-Fi อื่นๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อเชื่อมกับมือถือ smart phone ได้ ผ่านทาง App ที่ชื่อ Wireless Mobile Adapter Utility ซึ่งมีให้เลือกใช้ได้ทั้ง smart phone ค่าย Android และค่าย iOS

เราสามารถเปิดระบบ Wi-Fi ของตัว WU-1a ที่เสียบอยู่ที่ตัวกล้อง Nikon D3200 แล้วเชื่อมต่อกับมือถือ smart phone เพื่อทำงานได้ 4 อย่าง ดังนี้

Use the camera to take pictures – เรากดชัตเตอร์ที่กล้องตามปกติ แต่ภาพจะถูกโหลดเข้ามายังมือถือ ทันทีที่ถ่ายเสร็จ
Take pictures remotely – กล้องจะทำงานในระบบ Live View ทันที และส่งภาพ Live View นั้นมาให้เราเห็นบนหน้าจอมือถือ เราสามารถกดปุ่มชัตเตอร์บนหน้าจอมือถือ เพื่อสั่งให้กล้องถ่ายภาพได้ทันที ตรงนี้สามารถใช้งานแทน remote control ได้เลยทีเดียว แต่ดีกว่าตรงเราเห็นภาพที่กำลังจะถ่ายได้ จากจอของมือถือ smart phone ได้ด้วย
Share pictures – เราสามารถแชร์ภาพขึ้น social media ต่างๆ อาทิ Facebook, Instagram, Email, Dropbox, Flickr ฯลฯ ได้ทันที
Download pictures from camera – ดึงภาพที่ต้องการทีละภาพ หรือทั้งหมดมายังมือถือ ผ่านทาง Wi-Fi ได้เลย

ระบบ Guide Mode เพื่อผู้ใช้งานเริ่มต้น สามารถปรับค่าได้ใกล้เคียงโปรอย่างง่ายๆ

Guide Mode เป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชมและตอบรับอย่างดีมากในกล้อง Nikon D3100 ด้วยเหตุนี้ ทาง Nikon ได้สานต่อระบบ Guide Mode มาใส่ไว้ให้อีกใน Nikon D3200 โดยระบบ Guide Mode นี้จะเป็น โหมดโดยเฉพาะ ปรากฏอยู่ทางด้านบนที่ปุ่มปรับโหมด แค่บิดมาที่คำว่า GUIDE เท่านั้น หน้าจอก็จะปรากฏ กราฟฟิกการใช้ง่าย พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นอย่างง่ายๆ ให้ผู้ใช้ที่ยังเป็นมือใหม่หัดถ่ายอยู่ ค่อยๆเรียนรู้เทคนิคถ่ายภาพของมือโปร เพื่อให้สามารถถ่ายภาพออกมาได้ใกล้เคียงกับโปรถ่ายได้ แต่ก็มีเมนูพร้อมภาพกราฟฟิก รวมทั้งคำแนะนำอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจอยู่ว่า กำลังทำอะไร และเพื่อให้ได้ภาพลักษณะอย่างไร โดยตัดเอาอะไรที่สลับซับซ้อนออกไป เพื่อที่มือใหม่หัดถ่าย จะได้ไม่งง ใครที่คิดว่าตัวเองยังใหม่อยู่มากๆ กับการถ่ายภาพด้วยกล้อง DSLR ผมแนะนำเลยครับ ให้ปรับโหมดของกล้อง Nikon D3200 มาที่ตำแหน่ง GUIDE เพื่อใช้งานในระบบ Guide Mode นี้เลยครับ คุณจะได้เรียนรู้การถ่ายภาพ และฝึกฝนด้วยตัวเองได้ไม่ยาก ดีกว่าการใช้งาน Auto Mode ตามปกติมากๆเลยครับ แนะนำ

มีระบบรองรับการใช้งานเพื่อการถ่าย Video ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว กล้อง Nikon D3200 ยังพัฒนาระบบวิดีโอที่ดีขึ้น รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Full HD 1080p ได้ทั้งแบบ 24fps, 25fps และ 30fps หรือแม้แต่ 60fps, 50fps เพื่อการถ่ายวิดีโอแบบ slow motion ก็ทำได้ที่ความละเอียด HD รวมทั้งมีช่องเสียบไมโครโฟนภายนอกแบบ stereo มาให้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ สำหรับการถ่ายวิดีโอ เพื่อไม่ให้มีเสียงระบบโฟกัส ฯลฯ ดังเข้าไปในเสียงวิดีโอที่บันทึก เหมือนเวลาที่เราใช้ไมโครโฟน ที่ติดอยู่ในตัวกล้อง หรือใช้ช่องเสียบไมโครโฟน เพื่อต่อไมโครโฟนภายนอก ในกรณีที่ต้องบันทึกเสียง ผู้ประกาศ หรือ การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ประกอบในวิดีโอ การใช้ไมโครโฟนภายนอกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับกล้องอะไรก็ตาม ที่ทำมาเพื่อถ่ายวิดีโอ