กล้องในระดับกลาง หรือ ที่เรียกว่า mid-range DSLR ของค่าย Canon นั้น จะมีหน่วยตัวเลข เป็นสอง หลัก เรียงเรื่อยมาย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยยุคบุกเบิกของกล้อง DSLR ตั้งแต่ EOS 10D , 20D , 30D , 40D , 50D , 60D , 70D เรียกได้ว่าไม่ขาดตอนคลานตามๆกันมาเลยทีเดียว และแล้วก็มาถึง รุ่นใหม่ล่าสุด ในสาย mid-range นี้ ที่เรากำลังพูดถึงกันในวันนี้ ซึ่งก็คือ 80D เป็นกล้องรุ่นล่าสุด ในตระกูล 2 หน่วย DSLR ระดับกลางที่ ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ควรมองหาก่อนเป็นอันดับต้นๆ ด้วยความลงตัว ทั้งในส่วนของประสิทธิภาพ และ ราคาที่จับต้องได้ เป็นความลงตัวที่ต้องพิจารณากันเป็นข้อๆไป platousport-bergen.com

ประเด็นแรก ก็คงต้องพูดถึงการปรับปรุงที่แตกต่าง หรือพัฒนาต่อยอดมาจาก EOS 70D รุ่นพี่ ก่อนหน้านี้ ว่าทาง Canon ใส่อะไรเพิ่มเติม มาให้กับน้องใหม่อย่าง EOS 80D นี้บ้าง โดยหลักๆแล้ว ก็คือ การเพิ่มจำนวนพิกเซลขึ้นมาเป็น 24.2 MP (เทียบกับ 20.2MP ของ EOS 70D) แต่ที่เร้าใจกว่า EOS 70D มากๆ น่าจะเป็นเรื่องของระบบโฟกัส ที่มีจุดโฟกัสเพิ่มมาให้เป็น 45 จุด (แบบ cross-type ทั้งหมด) เมื่อเทียบกับของ EOS 70D ที่มีเพียง 19 จุด ก็นับว่าเป็นการปรับปรุงที่สำคัญที่สุด สำหรับ EOS 80D ที่จะมีได้ สำหรับกล้องระดับกลาง รุ่น 2 หน่วยตัวเลขแบบนี้ ก็คงจะเป็นรอง ก็แค่เพียง EOS 7D II เท่านั้น ที่มีจุดโฟกัสเยอะกว่าที่ 65 จุด (แบบ cross-type ทั้งหมด) ซึ่งก็แน่นอนว่า EOS 7D II นั้นเป็นกล้อง รุ่นตัวเลขเดียว ซึ่งทาง Canon จะวางไว้เป็นกล้องในระดับที่สูงกว่า ดังนั้นหากร่ายเรียง การใช้งานแล้ว จะเห็นได้ว่า EOS 80D นั้นทำมาเติมเต็มให้กับ ช่องว่าง ระหว่างกล้อง EOS 70D กับ กล้องรุ่น top อย่าง EOS 7D II นั่นเอง เพื่อเป็นตัวเลือกที่มากขึ้น สำหรับผู้ใช้งาน 70D โฟกัส 19จุด , 80D โฟกัส 45จุด และ 7D II โฟกัส 65จุด การมีจุดโฟกัสมาก และเป็น cross-type ทั้งหมดนั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโฟกัสขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะท่านที่ต้องถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เช่น ภาพกีฬา ภาพนกกำลังบิน ภาพ action ต่างๆ เป็นต้น และนอกเหนือจากเรื่องจำนวนจุดโฟกัสที่มากแล้ว ต้องพิจารณาด้วยว่า ระบบออโต้โฟกัสของ EOS 80D นั้นทำงานได้ถึงสภาพแสงต่ำสุดที่ -3.0 EV เรียกได้ว่าแทบจะมืดสนิท ก็ยังโฟกัสได้ ลองนึกดูว่า คุณต้องโฟกัสภาพคู่บ่าวสาว ในห้องจัดเลี้ยงมืดๆ จะมีปัญหาแค่ไหน ถ้ากล้อง DSLR ของคุณไม่สามารถโฟกัสได้ในที่มืด แต่สำหรับ EOS 80D แล้วจะไม่มีปัญหาอะไร แทบไม่ต้องใช้ไฟช่วยโฟกัสด้วยซ้ำไป รวมไปถึง การที่มีจุดโฟกัสที่รองรับเลนส์ถ่ายภาพ ที่มีรูรับแสงกว้างสุดแค่ F8 หรือเลนส์ที่ใช้คู่กับ ตัวช่วยเพิ่มทางยาวโฟกัส หรือพวก extender ต่างๆ สำหรับตากล้องที่ถ่ายภาพนก ภาพกีฬา ที่ใช้อุปกรณ์ extender พวกนี้ จะทำให้รูรับแสงตกไปเหลือเพียง F8 ในหลายๆกรณี ก็จะไม่มีปัญหา หากนำเลนส์และ extender นั้นมาใช้งานกับกล้อง EOS 80D ตัวนี้ เพราะระบบโฟกัสของกล้อง มีจุดโฟกัสที่รองรับ เลนส์ F8 ได้ไม่มีปัญหา เพียงแค่จำนวนจุดโฟกัสจะลดลงเหลือเพียง 27 จุด จาก 45 จุด เท่านั้นเอง

นอกจากนี้ EOS 80D ก็ยังคงใช้งานระบบโฟกัสภาพ ในโหมด Live view รวมถึงโหมด Video แบบ Dual pixel AF อันมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ EOS 70D แล้ว ที่เป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และการใช้งานที่ง่าย สำหรับงานวิดีโอ หรือ งานภาพนิ่ง ที่ถ่ายด้วย Live View แต่ที่ EOS 80D ทำได้ดีกว่า EOS 70D ในเรื่องของการโฟกัส ในโหมด Live view ก็คือ สามารถใช้งาน Continuous AF หรือ AI servo ได้ แม้ในขณะใช้งาน Live view อยู่ (เวลาถ่ายภาพนิ่ง) ซึ่งเป็นการพัฒนา Dual pixel AF ขึ้นไปอีกระดับนั่นเอง ระบบ AI servo ใน Live view นี้ แม้แต่กล้องรุ่นใหญ่กว่า (แต่เก่ากว่า) อย่าง EOS 7D II ก็ยังไม่มีให้ใช้งานเลย นับกว่า EOS 80D กินในเรื่องนี้ไปแล้ว สำหรับกล้อง APS-C ด้วยกัน ในหมู่กล้อง Canon EOS ด้วยกันเอง หรือแม้แต่ต่างค่ายก็ตาม (ไม่นับพวก mirrorless) แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพบุคคลแล้ว ระบบ Face detect ที่ทำงานคู่กับการ track โฟกัสที่ใบหน้าคน ก็ทำงานได้ดี ทั้งในโหมด Live view และระบบวิดีโอ

และดูเหมือนว่าทาง Canon จะวางตำแหน่งกล้อง EOS 80D นี้ไว้เป็น กล้องที่ใช้งานในแบบ Video ที่จริงๆจังๆ เลยทีเดียว จึงได้ออกอุปกรณ์ เพิ่มเติมมาสำหรับงาน Video โดยเฉพาะ 2 ตัว พร้อมๆ กันกับการวางจำหน่ายกล้อง EOS 80D นั่นก็คือ เลนส์รุ่นใหม่ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM และอุปกรณ์เสริม หน้าตาประหลาดๆ ที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กับเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM ก็คือ อุปกรณ์ PZ-E1 คำว่า PZ ย่อมาจาก Power Zoom อันหมายถึง อุปกรณ์นี้ จะช่วยทำการซูมภาพ (ในระหว่าการถ่ายวิดีโอ) ได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีกระตุก ใครที่เคยถ่ายวิดีโอ จะทราบดีกว่า ในระหว่างที่เราถ่ายภาพวิดีโอนั้น หากเราต้องการทำการซูมภาพไปด้วย ถ้าเป็นเลนส์ปกติ ที่เราต้องใช้แรงมือเราหมุนซูม จะมีอาการกระตุกๆ ในภาพวิดีโอที่เราถ่ายได้ การใช้ Power Zoom จะช่วยให้การซูมลักษณะดังกล่าว ทำได้อย่างต่อเนื่อง และเรียบลื่น รวมทั้งเราสามารถปรับความเร็วในการซูมได้ด้วย ว่าจะให้ซูมเร็วหรือซูมช้า โดยอุปกรณ์ Power Zoom นี้จะมีตัวล็อก ไปล็อกเข้ากับตัวเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM ที่ด้านล่างพอดิบพอดี (ก็เขาออกแบบมาให้ใช้งานคู่กัน) จึงสามารถรวมร่าง เพื่อใช้งาน Power Zoom หรือ จะแยกร่างกลับไปใช้งานภาพนิ่งอย่างเดียว ก็ได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ของกล้อง EOS 80D ให้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอได้ในเวลาเดียวกัน

สำหรับตัวเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM เอง มีจุดน่าสังเกตที่สำคัญอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือ การหันกลับมาใช้รหัสเลนส์ USM (ultrasonic motor) ให้กับเลนส์สำหรับการถ่ายวิดีโอ จากเดิมที่ใช้รหัส STM (stepping motor) อันเป็นการกลับมา ของ USM ที่สำหรับตากล้องภาพนิ่งแล้ว มักจะชื่นชอบ USM มากกว่า STM เพราะโฟกัสได้เร็วกกว่า (สำหรับภาพนิ่ง) แต่เดิมที่ Canon นำเอา STM มาใช้ในเลนส์ เพราะเรื่องของความเงียบในการโฟกัส สำหรับการถ่ายวิดีโอมากกว่า เพราะเลนส์ STM นั้นโฟกัสได้เงียบเชียบ เหมาะสำหรับการโฟกัสในระหว่างการถ่ายวิดีโอ ที่เก็บเสียงไปพร้อมๆกันด้วย แต่สำหรับเลนส์รหัส USM ตัวใหม่นี้ ทาง Canon ได้ปรับปรุงให้มีความเงียบในการโฟกัส เพื่อการถ่ายวิดีโอพร้อมเสียง ที่ดีขึ้น แต่ก็ได้ความรวดเร็วในแบบของ USM สำหรับภาพนิ่งด้วยไปพร้อมๆกัน และตั้งชื่อใหม่ให้กับระบบ USM ตัวใหม่นี้ว่า Nano USM

นอกจากนี้ ในการถ่ายภาพวิดีโอ ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้ในแบบ HDR Movie ด้วย อาศัยการถ่ายสลับกันระหว่าง frame ที่มืด (under exposure) กับ frame ที่ปกติ (standard exposure) ที่ 60fps แล้วนำสัญญานภาพของทั้งสองเฟรม มารวมเป็นเฟรมแบบ HDR ให้กับวิดีโอ ที่ความเร็ว 30fps ตามปกติ ทำให้ภาพวิดีโอของคุณสามารถเก็บรายละเอียดทั้งในส่วนสว่าง และส่วนมืดในภาพได้ดียิ่งขึ้น ในแบบเดียวกับที่ทำได้ในภาพนิ่ง ที่มีการถ่าย HDR กันมานานแล้ว แต่อันนี้ทำในตัวไฟล์วิดีโอ จากในกล้องกันเลยทีเดียว ไม่ต้องไปทำในระบบตัดต่อที่ไหนด้วย