คุณสมบัติเด่น

– ความละเอียด 24.20 ล้านพิกเซล
– ระบบโฟกัส Dual Pixel CMOS AF มาตรฐานเดียวกับกล้อง DSLR รุ่นใหญ่ๆ
– น้ำหนักเบา เพียง 390 กรัม
– โพรเซสเซอร์ DIGIC 7 ประมวลผลรวดเร็ว
– ถ่ายภาพต่อเนื่อง 7 ภาพต่อวินาที (7fps) หรือ 9 ภาพต่อวินาที (9fps) เมื่อทำการล็อกโฟกัสก่อนถ่าย
– จอภาพแบบยกก้มเงย และสามารถปรับมาถ่ายภาพตัวเองได้
– จอขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04M-dot ระบบสัมผัสแบบ Capacitive ที่ใช้งานง่ายราบรื่น
– ถ่ายภาพเคลื่อนไหวระดับ Full HD พรัอมช่องเสียบไมค์โครโฟน stereo
– ระบบป้องกันการสั่นไหว 5 แกน สำหรับการถ่ายภาพวิดีโอ ที่ทำงานประสานกันทั้งตัวเลนส์ และ กันสั่นแบบดิจิตอลของกล้อง
– ปุ่มควบคุมหลัก 2 ปุ่ม ช่วยให้การถ่ายภาพอย่างจริงจัง ไหลลื่นและควบคุมได้ดังใจ
– ปุ่มควบคุมการชดเชยแสงแบบแป้นหมุนเฉพาะ ทำให้การชดเชยแสงทำได้ง่าย
– ระบบ WiFi และ Bluetooth เพื่อการเชื่อมต่อไร้สายพลังงานต่ำตลอดเวลา โดยไม่เปลืองแบต
– NFC เพื่อการเชื่อมต่อไปยังมือถือได้ง่ายขึ้น เพียงแค่แตะ

สานต่อจากกล้องรุ่นพี่อย่าง Canon EOS-M5 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทาง taKLONG.com ได้เคยรีวิวไปแล้ว (ติดตามรีวิว Canon EOS-M5 ได้ที่นี่) ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้ว ก็ต้องบอกง่ายๆว่า Canon EOS-M6 นั้น แทบจะเป็นการนำเอา Canon EOS-M5 มาถอดช่องมองภาพออกนั่นเอง เพราะดูในรายละเอียดตัวกล้องแล้วเกือบทั้งหมด เหมือนกับ Canon EOS-M5 มากๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบโฟกัสภาพ Dual Pixel ตัวเซ็นเซอร์ หน่วนประมวลผล DIGIC7 และระบบการทำงานต่างๆ ก็แทบจะเหมือนกัน ต่างกันเพียงเรื่องช่องมองภาพที่ M5 มี แต่ M6 ไม่มี แค่นั้น

Canon EOS-M6 เป็นกล้องที่ผมเชื่อว่าถูกออกแบบมาให้เป็น กล้องที่พกพาง่าย กะทัดรัด มากกว่ารุ่นพี่อย่าง Canon EOS-M5 รวมไปถึงการทำราคาให้น่าคบหามากยิ่งขึ้น เพราะการถอดช่องมองภาพออก มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้กล้องพกพาได้ง่ายขึ้น ขนาดกะทัดรัดลง และน้ำหนักเบาลง แต่ก็ยังมีทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการใช้ช่องมองภาพจริงๆ ก็มีช่องมองภาพ เป็นอุปกรณ์เสริมได้ (EVF-DC2) เหมาะสำหรับคนที่ใช้งานในลักษณะเน้นความคล่องตัวเป็นสำคัญ แต่ด้วยคุณภาพของเซ็นเซอร์ ประกอบกับความสามารถในการโฟกัสที่ยอดเยี่ยมของระบบ Dual Pixel คุณจึงวางใจได้เรื่องคุณภาพของภาพ จากล้องตัวนี้

จริงๆแล้ว ถ้าจะดูรายละเอียดหลายๆอย่างของกล้อง Canon EOS-M6 ตัวนี้ ผมว่ามันใกล้เคียงกับรุ่นใหญ่อย่าง Canon EOS 77D ด้วยซ้ำไป ภายในบอดี้ที่มีขนาดกะทัดรัดกว่ามาก คือ ถ้าคุณกำลังมองหากล้องที่พกพาสะดวก แต่ได้คุณภาพเหมือนกล้องรุ่นใหญ่ ก็ลองมองดู Canon EOS-M6 ตัวนี้ได้เลยครับไม่ผิดหวังแน่นอน โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ น่าจะชอบ

เมื่อครั้งที่กล้อง Canon EOS-M ออกมาใหม่ๆ มีคนค่อนแคะเรื่องระบบออโต้โฟกัสอยู่บ้าง แต่ประเด็นเหล่านั้น เป็นอดีตไปหมดแล้ว ตั้งแต่กล้องรุ่น Canon EOS-M3 เป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฏปัญหาเรื่องโฟกัสให้เห็นอีก ยิ่งพอมาตั้งแต่ Canon EOS-M5 จนมาถึง Canon EOS-M6 ในปัจจุบันนี้ ผมว่าการที่ Canon เลือกเอาระบบโฟกัสแบบ Dual Pixel มาใช้งานในกล้อง Canon EOS-M5 และ M6 นั้น ทำให้พลังในการโฟกัสภาพของกล้องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ออกจะดีเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกันไปด้วยซ้ำ ยิ่งจะเห็นผลชัดเจน ถ้าหากคุณถ่ายวิดีโอ หรือ พวกกลุ่มคนที่ทำ clip video ผ่านสื่อ online ต่างๆ จะเข้าใจเลยว่าระบบโฟกัสแบบ Dual Pixel นั้นวางใจได้ ทั้งในเรื่องของความแม่นยำ ความรวดเร็ว และที่สำคัญ ความลื่นไหล ของการโฟกัสที่วัตถุ ได้ดีกว่าระบบโฟกัสวิดีโอแบบอื่นๆมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยน transition ระหว่างโฟกัสที่นึง ไปอีกที่นึงผมว่า Dual Pixel ทำในเรื่องนี้ได้ดีมากๆ ส่วนการโฟกัสสำหรับภาพนิ่ง ก็ทำได้แม่นยำและรวดเร็วเช่นกัน

ประการถัดมา เกี่ยวกับการเชื่อมต่อกล้องกับอุปกรณ์อื่นๆ โดยเฉพาะมือถือ ทาง Canon เลือกเอาระบบ Bluetooth มาใส่ไว้ในกล้องถ่ายภาพ นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยี ที่ก็ถือว่าไม่ได้ใหม่อะไร แต่มีประสิทธิภาพในการนำมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างดีเยี่ยม คือ อาศัยการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth (ซึ่งประหยัดพลังงานมากกว่า WiFi) มาเป็นตัวเริ่มต้น kick start ระบบ WiFi เฉพาะในจังหวะที่ต้องทำการโหลดข้อมูลภาพ ฯลฯ แต่ถ้าแค่เพื่อเชื่อมต่อเบื้องต้นอื่นๆ เช่น การทำรีโมทเพื่อการถ่ายภาพ ที่ไม่ได้ต้องการการลิ้งค์ข้อมูลอะไรมากมาย ก็ใช้แค่ Bluetooth ในการเชื่อม ตรงนี้ช่วยลดการใช้พลังงานลงไปได้มาก ในการเชื่อมต่อกล้อง กับมือถือ และแน่นอน เพื่อความง่ายดายมากยิ่งขึ้น กล้อง Canon EOS-M6 ตัวนี้รองรับระบบ NFC ด้วย ครั้งต่อไปที่เราเชื่อมต่อกล้อง ก็แค่เอามือถือมาแตะที่ตัวกล้อง ก็เชื่อมต่อกล้องกับมือถือได้แล้วอย่างง่ายดาย

ในด้านของคุณภาพของภาพ อย่างที่บอกไว้แล้วว่ากล้องตัวนี้ ผมว่าทางด้านคุณภาพของภาพแล้ว ผมว่ามันแทบจะไม่ต่างอะไรกับกล้องรุ่นใหญ่อย่าง Canon EOS 77D นอกเหนือจากเลนส์ที่ต่างกันระหว่างรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่ ที่มีเลนส์เกรดยอดเยี่ยม อย่างเลนส์ L ให้เลือกใช้ในกล้องรุ่นใหญ่ แต่ถ้าหากต้องการใช้เลนส์ L คุณภาพสูง กับกล้อง Canon EOS-M6 นี้ก็สามารถเลือกหาอะแดปเตอร์ เพื่อแปลงเม้าท์เลนส์ให้รองรับเลนส์แบบ EF ได้ ก็จะสามารถนำเลนส์ L คุณภาพสูงมาใช้งานกับกล้อง Canon EOS-M6 นี้ได้ (แต่ก็จะสูญเสียความกะทัดรัดโดยรวมไป) ทั้งนี้ ขึ้นกับการใช้งานของตัวท่านเองเป็นสำคัญ แต่เท่าที่ลองทดสอบมา ผมว่าเลนส์ที่ใช้กับกล้อง Canon EOS-M (ที่เป็นรหัส EF-M) เมื่อมาใส่กับกล้อง Canon EOS-M6 ตัวนี้แล้ว ภาพออกมาก็ถือว่าดีมากๆแล้ว โดยเฉพาะถ้าดูจากไฟล์ JPEG จะเห็นได้เลยว่า กล้องมีการปรับแก้ข้อบกพร่องของเลนส์แต่ละตัวมาให้ด้วยแล้ว อาศัยโปรไฟล์ ที่กล้องรู้จักคุณสมบัติของเลนส์ที่คุณใช้อยู่ เมื่อกล้องรู้ว่าคุณกำลังใช้เลนส์อะไรอยู่ กล้องก็จะทำการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามคุณสมบัติที่ทางโรงงานกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอบภาพมืด สีเหลื่อม ของเลนส์นั้นๆ กล้องจะรู้ดีว่าควรจะต้องปรับแก้อะไรบ้าง ให้กับไฟล์ภาพ JPEG ที่ออกมาจากกล้อง คุณจึงได้ภาพที่แทบจะเรียกได้ว่า perfect เสมอสำหรับภาพ JPEG ที่ออกมาจากกล้อง แต่สำหรับคนที่ถ่ายภาพด้วยไฟล์ RAW แม้ว่าตัวกล้องจะไม่ได้ปรับแก้อะไรให้ เพราะไฟล์ RAW คือเป็นไฟล์ที่ยังไม่มีการปรับแก้ใดๆ แต่เราก็สามารถใช้โปรแกรมตกแต่งภาพ โดยเฉพาะโปรแกรม DPP (Digital Photo Professional) ของทาง Canon ซึ่งใช้ได้ฟรี ทำการแปลงไฟล์ RAW และเลือก profile ของเลนส์เพื่อแก้ไขได้เช่นเดียวกัน บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ

ที่กล่าวถึงเรื่องการจัดการไฟล์ RAW และ JPEG รวมถึง profile ของเลนส์ที่กล้องรู้จัก ก็เพราะว่า หลายท่านอาจจะกังวลว่า ใช้เลนส์ตัวเล็กๆ กับกล้องตัวเล็กๆ จะดีหรือ ? จะสู้เลนส์สำหรับกล้องใหญ่ได้หรือ ? ก็อธิบายตรงส่วนนี้ไว้ให้ท่านสบายใจได้ ว่ามันก็ใกล้เคียงกันครับ ถ้าใช้งานทั่วๆไป บอกได้เลยว่าภาพที่ได้จากกล้อง Canon EOS-M6 แม้แต่เลนส์ Kit ที่มากับกล้อง ก็ใช้งานได้ดีมากๆแล้ว เพราะเหตุผลที่ผมเพิ่งกล่าวไป ว่ามันมีการจัดการภาพให้กับคุณด้วย

จอภาพรุ่นนี้จะต่างออกไปจากกล้องรุ่นพี่ Canon EOS-M5 เนื่องจากกล้อง Canon EOS-M5 มีช่องมองภาพอยู่ด้านบน เลยทำให้เวลาบิดจอภาพกลับมาเพื่อถ่ายภาพตัวเองนั้น กล้อง Canon EOS-M5 ต้องบิดกลับมาลงทางด้านล่าง แต่สำหรับกล้อง Canon EOS-M6 ซึ่งไม่มีช่องมองภาพด้านบน จึงสามารถทำจอภาพให้พลิกกลับขึ้นไปทางด้านบน เพื่อหันกลับมาถ่ายภาพตัวเองได้ง่ายๆ แบบที่กล้องทั่วๆไปจะเป็นในลักษณะนี้ ทำให้การใช้งานเพื่อการถ่ายภาพ selfie ทำได้ง่ายขึ้น และเหมือนกล้อง Canon EOS-M6 นี้จะทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนหนึ่งผมก็แอบคิดไปว่า กล้อง Canon EOS-M6 ตัวนี้ ทำมาเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ดีกว่ากล้องรุ่นน้องอย่าง Canon EOS-M10 หรือเปล่า คือถ้ามองในด้านของรูปแบบตัวกล้องแล้ว ก็มองในลักษณะนั้นได้เช่นกัน ประกอบกับมีประสบการณ์ส่วนตัว ที่หลายๆคนมาถามผมว่า สนใจกล้อง Canon EOS-M10 ที่เน้นภาพเซลฟี่แต่เนื่องจากแนวคิดของกล้อง Canon EOS-M10 นั้นเน้นความเรียบง่าย จึงอาจจะไม่โดนใจ คนที่จริงจังในการถ่ายภาพสักหน่อย แต่ก็อยากได้กล้องเน้นเซลฟี่แบบ Canon EOS-M10 ก็นี่เลยครับ คุณมีทางเลือกแล้วคราวนี้ คือ Canon EOS-M6 ตัวนี้เลย ถ่ายเซลฟี่ก็ดี ถ่ายจริงจังก็ได้ หรือมองแบบนี้ครับ แทนที่คุณจะพกกล้องไปสองตัว เพื่อถ่ายภาพจริงจัง 1 ตัว และกล้องเอาไว้เซลฟี่อีก 1 ตัว แบบที่ช่างภาพจริงจังหลายๆคนทำ ก็เปลี่ยนมาเป็นพก Canon EOS-M6 ไปตัวเดียวแทน ได้ทั้งสองหน้าที่ในตัวเดียวกันครับ อันนี้มุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับกล้อง Canon EOS-M6 และ Canon EOS-M10 เทียบเคียงกันนะครับ